https://youtu.be/VgLB0n3Do9Y

Posted: มิถุนายน 24, 2015 in ไม่มีหมวดหมู่
Advertisements

คดีข่าวตัวอย่างเกี่ยวกับความผิดคอมพิวเตอร์

1.ความเสียหายจากเทคโนโลยี

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2555 เวลา 09:37 น.

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดย นายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ ปลัดกระทรวงฯ แถลงข่าวร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แจ้งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ให้ส่งต่อ หรือ แชร์ กดถูกใจ หรือ ไลค์ ซึ่งจะทำให้ข้อความ หรือ ภาพที่เผยแพร่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์กระจายต่อไป ในกรณีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ของไทยรายหนึ่ง โดยคำแถลงอธิบายว่า การส่งต่อข้อความดังกล่าว อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังอาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ฐานเป็นการเผยแพร่ข้อความที่มีเนื้อหาอันส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ

การรีบแถลงข่าว เป็นการสร้างความรู้ ให้เกิดความเข้าใจถึงความไม่เหมาะสมในการส่งต่อข้อความทางอินเทอร์เน็ต พร้อมกับอธิบายว่า ผู้กระทำสุ่มเสี่ยงต่อความผิดทางกฎหมายนั้น เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับปัญหาที่เริ่มต้น ในขณะที่ข้อเท็จจริงทราบกันว่า เรื่องที่เกิดมิใช่การจงใจที่จะทำให้ปรากฏความไม่เหมาะสม เพียงแต่อาจมีมุมมองของบางคนที่เข้าใจในทางอื่น และนำไปเผยแพร่ ซึ่งผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนหน่วยงานต้นสังกัด ได้ชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า มิได้มีความมุ่งหวังในทางไม่เหมาะสม

ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า การใช้คอมพิวเตอร์ หรือ การส่งข้อความผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั้น มีกฎหมายควบคุมการเข้าถึง หรือ การนำเข้าสู่ระบบ หรือไม่ทราบว่าแม้เพียงการกดไลค์ก็เท่ากับช่วยขยายเนื้อความให้กระจายตัวมากขึ้น จึงมีบางส่วนที่อาจได้ยินข่าว อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม ก็มักพิมพ์คำ หรือ ข้อความสืบค้น เมื่อพบแล้วก็ส่งให้ผู้อื่นทราบเพิ่มขึ้น โดยลืมหรือไม่ทราบว่าเป็นการสนับสนุนการส่งข้อความที่เข้าลักษณะผิดกฎหมายอีกทอด

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงหน่วยงานด้านการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ควรใส่ใจให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ความรู้กับประชาชน และเยาวชน ต่อปัญหาทำนองนี้ให้ทั่วถึงมากที่สุด ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพราะนับวันผู้ใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ตลอดจนเครือข่ายสังคมออนไลน์จะทวีขึ้นเรื่อย ๆ และกำลังจะมีเด็กที่เรียนหนังสือชั้น ป.1 ขึ้นไป ร่วมเป็นประชากรออนไลน์กลุ่มใหม่ที่พร้อมจะส่งต่อข้อความที่มีผู้เผยแพร่ให้กระจายยิ่งขึ้น จากการขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง การสร้างความรับรู้ล่วงหน้า จะดีกว่ารอให้เกิดปัญหาแล้วแถลง เพราะเทคโนโลยีทางการสื่อสารทุกวันนี้ทำให้การหลั่งไหลข้อมูลไปทั่วโลกได้ภายในไม่กี่นาที ถ้ามีใครนำไปขยายผลในทางร้ายจึงสร้างปัญหาได้เร็ว และตามแก้ไขได้ยาก.

ข้อมูลอ้างอิงhttp://www.dailynews.co.th/article/439/162102

2.จับเด็ก 14 ปี แฮกข้อมูลเว็บไซต์ดังในไต้หวัน

(5 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน จูเนียร์แฮกเกอร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อายุเพียง 14 ปี ชาวไต้หวัน ถูกจับกุมข้อหาคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเขาเจาะข้อมูลทำให้คอมพิวเตอร์ติดไวรัสปรากฏภาพมือเปื้อนเลือดบนหน้าจอ แม้แต่สถาบันเทคโลโลยีชื่อดังของไต้หวันที่มีการป้องกันอย่างเข้มงวดเขายังได้รับความเสียหาย

พ่อแม่ของจูเนียร์แฮกเกอร์ เล่าว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะพวกเขาทำงานหนักจนไม่มีเวลาใส่ใจ ลูกชายเป็นเด็กที่ชอบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก สั่งซื้อหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จากอินเตอร์เน็ตมาศึกษาด้วยตนเอง พ่อแม่เห็นว่าลูกชายชอบทางด้านนี้จึงส่งเขาไปเรียนพิเศษที่ Chihlee Institute of Technology (CIT) เป็นสถาบันเทคโนโลยีชื่อดังของไต้หวัน โดยไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าลูกชายจะเป็นแฮกเกอร์

จูเนียร์แฮกเกอร์ ให้การต่อศาลว่า ตอนที่เข้าเรียนนั้นตนรู้สึกกดดันและทรมาณมาก ด้วยความที่ต้องการระบายอารมณ์และอยากลองทดสอบความสามารถของตัวเอง เขาเลือกสถาบันเทคโนโลยีที่เขาเรียนพิเศษอยู่เป็นเป้าหมาย

ตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ชี้ให้เห็นว่าจูเนียร์แฮกเกอร์คนนี้มีความรู้เกี่ยวกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนมาก เขาได้แฮ็คเข้าไปในเว็บไซต์ซึ่งมีระบบการป้องการอย่างเข้มงวด ความสามารถของเขาน่าทึ่งมาก แม้แต่เขายังต้องศึกษาการเจาะระบบของเขาอย่างจริงจัง เพื่อใช้สำหรับการสอนในโรงเรียนตำรวจ

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบค้น IP และทำการตรวจค้นบ้านพักของเขา พบว่าห้องนอนของเขาเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมถึงหนังสือที่เป็นอักษรจีนตัวย่อซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการถอดเข้ารหัสลับระบบซอฟแวร์คอมพิวเตอร์

จากการสืบสวนพบว่า จูเนียร์แฮกเกอร์คนนี้ได้รวบรวมเทคนิคการเจาะข้อมูลที่เขาศึกษาด้วยตนเองแฮ็คเข้าสู่ระบบโฮสต์ของหลายเว๊ปไซต์ได้สำเร็จ เช่น เว๊ปไซต์ของโรงเรียนมัธยมที่เขากำลังศึกษาอยู่ , Chihlee Institute of Technology สถาบันเทคโนโลยีชื่อดังของไต้หวัน , นอกจากนี้เขายังแฮ็คข้อมูลของเว๊ปไซต์รวมสูตรอาหาร รวมถึงเว๊ปไซต์หนังและเพลงอีกด้วย

ข่าวนี้มีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดย เฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้น เป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึง โดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้ง ปรับ

มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชิบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่การส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคล ทั่วไปใช้ประโยชน์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มาhttp://www.learners.in.th/blogs/posts/522820

ผู้ประกาศข่าวสาว น้อมรับสะกดคำผิด จ่อขอโทษ ผบ.ตร.

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

(1 มิ.ย.) โดนวิจารณ์ว่อนเน็ต! ผู้ประกาศข่าวสาวช่อง 7 สี ยอมรับความผิด อ่านสะกดชื่อ ผบ.ตร. ผิดเพี้ยนผ่านรายการสด จ่อเข้าไปพบท่านและกราบขอโทษถึงตัว

โลกออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ คลิปความผิดพลาดของผู้ประกาศข่าวสาวสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ที่ถูกแชร์ส่งต่อกันอย่างแพร่หลาย ภาพผู้ประกาศข่าวกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่อ่านสะกดชื่อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาผิดเพี้ยนระหว่างที่กำลังออกอากาศสด เมื่อเช้าวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา

หลังจากที่มีกระแสกล่าวถึงเพียงข้ามคืน ล่าสุด ผู้ประกาศสาวคนดังกล่าวได้ออกมาชี้แจงและขอโทษผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยจะนำเอาความผิดพลาดครั้งนี้เป็นบทเรียนในวิชาชีพผู้ประกาศข่าว อีกทั้งยังประสานงานเตรียมขอเข้าพบ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เพื่อกราบขอโทษด้วยตัวเอง พร้อมกับรับปากว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นอีก

ผู้ประกาศข่าวสาวคนดังกล่าว โพสต์ข้อความเอาไว้ว่า “สำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ไม่มีเจตนาจะออกเสียงชื่อ ท่าน ผบ.ตร. ให้ผิดเพี้ยนไปเป็นคำอื่น น้อมรับความผิดทุกอย่างค่พ ความผิดพลาดครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน ตัวเองและทางช่อง 7 สี ไม่ได้นิ่งนอนใจ เบื้องต้นได้รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาและพยายามประสานไปทางท่าน ผบ.ตร. เพื่อจะขอเข้าไปกราบขอโทษท่านด้วยตัวเอง”

“อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณทุกๆ กำลังใจที่มีให้กันในวันที่พลาด ส่วนคำติติงจะขอน้อมรับเอาไว้พิจารณาตัวและปรับปรุงแก้ไขต่อไป เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก กราบขออภัย..จากใจอีกครั้งค่ะ”

ที่มาhttp://news.sanook.com/

เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ กับชีวิตธรรมดาในโหมด “น้าเจี๊ยบ“นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นางเอกสาวคนสวย กลายเป็นสาวที่คว้าตำแหน่ง “ดารารักเด็ก”แห่งยุคนี้ไปครอง โดยเฉพาะเมื่อได้อยู่ใน “แก๊งนางฟ้า” ที่สมาชิกเพื่อนๆ แต่ละคน ต่างทยอยกันมีชีวิตครอบครัว ผลิตทายาทน่ารักๆ ออกมาให้เชยชม ก็จะมี “สาวเจนี่” คนนี้เนี่ยแหละ มักจะตามติดเด็กๆ เลี้ยงดูแลอย่างดี จนหลานพากันเรียกว่า “น้าเจี๊ยบ”

ถึงแม้ว่าหน้าจอโทรทัศน์ จะเป็นนางเอกเจ้าบทบาท แต่ชีวิตธรรมดาของ สาวเจนี่ รู้สึกแฮปปี้ที่ได้เล่นกับหลานๆ บรรดาลูกๆ ของเพื่อนในแก๊งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น “บีนา” กับ “บรู๊คลิน” ลูกแฝดของ นานา ไรบีนาที่ สาวเจนี่ รักและเอ็นดูเป็นพิเศษ กลายเป็นที่มาของชื่อ “น้าเจี๊ยบ”

และยังมี “ไลลา” กับ “ลูกา” ลูกของเพื่อนซี้ พอลล่า เทเลอร์ ที่ สาวเจนี่ ก็คอยทะนุถนอมและหยอกล้อเล่นกับเด็กๆ ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสบินกลับมาพบเจอกัน กลายเป็นอีกโหมดหนึ่งที่แตกต่างออกไปของ สาวเจนี่ อีกทั้งยังกลายเป็น คุณน้าเจี๊ยบสุดที่รัก ของบรรดาหลานๆ ตัวน้อยอีกด้วย

M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfr
M10o93H7pQ09L8X1t49cHY01Z5j4TT91fGfrที่มาhttp://news.sanook.com/

พล.ต.อ.สมยศ ไม่ถือสา ให้อภัยผู้ประกาศอ่านชื่อผิด

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

(1 มิ.ย.) พล.ต.อ.สมยศ ผบ.ตร. ขอจบประเด็นดราม่า ผู้ประกาศข่าวสาวอ่านชื่อเพี้ยน ออกปากให้อภัย คนเราผิดพลาดกันได้ วอนผู้ใหญ่ช่อง 7 อย่าลงโทษ ควรให้โอกาสทำงานต่อ

จากกรณีที่โลกออนไลน์วิจารณ์ความผิดพลาดของผู้ประกาศข่าวสาวช่อง 7 สี ที่สะกดชื่อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผิดเพี้ยนไปอย่างเดิม ทำให้ความหมายเปลี่ยนไปในทางที่ไม่เหมาะสม กระทั่งเจ้าตัวต้องออกมาขอโทษและยอมรับผิด อีกทั้งยังตั้งใจจะเข้าพบ พล.ต อ.สมยศ เพื่อกราบขอโทษด้วยตัวเอง

ทางด้าน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้เปิดเผยกรณีนี้กับสื่อมวลชนว่า เรื่องความผิดพลาดของผู้ประกาศข่าวสาวช่อง 7 ถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ใครก็ผิดพลาดได้ ผู้ประกาศข่าวสาวได้ยอมรับผิด ก็ถือว่าแสดงความรับผิดชอบแล้ว สำหรับตนเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องให้อภัย แล้วก็ให้กำลังใจทำหน้าที่ต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมยศ ยังบอกอีกว่า สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วก็ขอให้เป็นบทเรียน อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ และฝากไปถึงต้นสังกัดช่อง 7 สี อย่าตำหนิหรือลงโทษใดๆ เพราะทำให้ตนรู้สึกไม่สบายใจเช่นเดียวกัน ควรจะให้โอกาสผู้ประกาศข่าวสาวในครั้งนี้ด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: ผู้ประกาศข่าวสาว น้อมรับสะกดคำผิด จ่อขอโทษ ผบ.ตร.

ที่มา http://news.sanook.com/

แจ้งจับผัวใหม่ ขืนใจลูกสาวเป็นเดือน หนำซ้ำพบเชื้อร้าย

(ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหาข่าว)

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

(1 มิ.ย.) แม่แจ้งจับผัวใหม่ตัวแสบ แอบขืนใจลูกสาวแรมเดือน เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ผลตรวจเด็กติดเชื้อเอชไอวี พบประวัติถูกเพื่อนบ้านขืนใจตั้งแต่ยังเด็ก

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี ได้ควบคุมตัว นายน็อต (นามสมมติ) อายุุ 36 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุกระทำชำเราเด็กหญิงอายุ 12 ปี ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกเลี้ยง หลังจากที่แม่ของเด็กหญิงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จึงได้นำกำลังไปเชิญตัวมาสอบสวน เบื้องต้นให้การปฏิเสธ แต่ยอมจำนนต่อหลักฐานผลตรวจร่างกายของเด็กหญิง

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก นางสาวเก๋ (นามสมมติ) อายุ 44 ปี ได้พา น้องเฟิร์น (นามสมมติ) อายุ 12 ปี เข้าแจ้งความ หลังจากที่พาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล พบร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อเค้นสอบถามจึงเล่าว่า นายน็อต สามีใหม่ที่อยู่กินด้วยกัน ก่อเหตุกระทำชำเรามาแล้วหลายเดือน

จากการสอบสวน นายน็อต ให้การรรับสารภาพว่า ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศลูกเลี้ยง มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เฉลี่ยประมาณ 4-5 ครั้งต่อเดือน อาศัยช่วงจังหวะที่ภรรยาออกไปทำงานช่วงกลางคืนและพักผ่อนอยู่บ้านเพียงลำพังกับลูกเลี้ยง เมื่อดื่มเหล้าก็มักจะเกิดอารมณ์ทางเพศ จึงล่วงละเมิดทางเพศเด็กตลอดมา โดยที่ไม่ได้ป้องกัน

นายน็อต เปิดเผยว่า ได้แต่งงานอยู่กินกับ นางสาวเก๋ ตั้งแต่เมื่อ 8 ปีก่อน ฝ่ายหญิงมีลูกติดมาด้วย ที่ผ่านมาตนกับภรรยาไม่มีลูกด้วยกัน กระทั่งเมื่อ 4 เดือนก่อน ตนดื่มเหล้าเมามาย เมื่อเห็นลูกเลี้ยงที่กำลังโตเป็นสาวจึงเกิดอารมณ์ และบังคับขืนใจเป็นครั้งแรก ก่อนจะกระทำเรื่อยมา พร้อมกับข่มขู่ห้ามบอก นางสาวเก๋

กระทั่งล่าสุด นางสาวเก๋ พาลูกสาวไปตรวจสอบ ปรากฏว่าพบอาการอวัยวะเพศติดเชื้อและมีร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศ หนำซ้ำยังติดเชื้อเอชไอวีด้วย น้องเฟิร์น จึงได้ยอมเล่าทุกอย่างกับแม่ฟัง กระทั่งถูกแจ้งจับกุมดังกล่าว ตนขอยอมรับผิดทุกอย่าง แต่เรื่องติดเชื้อเอชไอวี เชื่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตน

ขณะที่ทางด้าน นางสาวเก๋ บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า น้องเฟิร์น เป็นลูกสาวที่เกิดมาจากความไม่พร้อม สมัยที่เคยทำอาชีพหญิงบริการ ต่อมา น้องเฟิร์น อายุประมาณ 5 ขวบ เคยถูกเพื่อนบ้านกระทำอนาจารมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เด็กยังไม่รู้เรื่องอะไร กระทั่งมาทราบว่าถูก นายน็อต ล่วงละเมิดทางเพศอีก จึงยังไม่ทราบว่าลูกติดเชื้อเอชไอวีมาตั้งแต่เมื่อไหร่

นางสาวเก๋ บอกว่า ที่ผ่านมาตนตรวจเลือดอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่พบเชื้อเอชไอวี ก่อนหน้านี้ น้องเฟิร์น ป่วยเป็นแผลที่ขา หมอระบุว่าเป็นงูสวัด แต่อาการไม่ดีขึ้น เมื่อเจาะเลือดตรวจก็พบว่าติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งคาดว่าน่าจะติดเชื้อมาแล้วหลายปี

ที่มา http://news.sanook.com/

เจ้ากรมทร.เผยร่วมลาดตระเวนสหรัฐช่วยโรฮินจา

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

 

เจ้ากรมกิจการทหารเรือ เผย ร่วมลาดตระเวนกับเครื่องบินสหรัฐ ช่วยโรฮินจาในท้องทะเล ยังเข้มช่วยทางมนุษยธรรม

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ เจ้ากรมกิจการทหารเรือ เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า หลังจากประชุมร่วม นานาชาติในการแก้ไขปัญหาโรฮินจา ไทยได้ตกลงให้เครื่องบินของกองทัพอากาศของสหรัฐ มาลาดตระเวนในน่านน้ำไทย เพื่อช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ให้กับชาวโรฮินจา ที่ลอยเรือเพื่ออพยพ โดยมีกองทัพอากาศเป็นตัวกลางในการประสานงาน ส่วนกองทัพเรือก็จะมีเครื่องบินลาดตระเวนอยู่แล้ว โดยบางส่วนก็มาใช้ฐานทัพใน จ.ภูเก็ต ในการขึ้นลงด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงหน้ามรสุม เรือของชาวโรฮินจา ก็อาจจะน้อยลงด้วย เพราะเนื่องจากไม่สามารถนำเรือลอยลำมาได้ หรือหากออกมาก็อาจเป็นเรื่องยากที่จะมาถึงประเทศไทยได้ และคนเหล่านี้ก็อาจจะชะลอการอพยพในช่วงนี้ไปด้วย ซึ่งทางกองทัพเรือยืนยันปฏิบัติตาม นโยบายของรัฐบาล ในการช่วยทางมนุษยธรรม และผลักดันออกนอกพื้นที่ประเทศไทย

ที่มา http://news.sanook.com/